รีวิวแอปส่งของ Lalamove และ Deliveree (Part 2)

โดย OnTrendLogistics

รีวิวแอปส่งของ Lalamove และ Deliveree (Part 2)

ในบทความที่แล้ว เราได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัทและบริการขนส่งของ Lalamove และ Deliveree ซึ่งเป็นบริษัทส่งของสองเจ้าใหญ่ที่ให้บริการในไทย และเราก็ได้ทำการทดลองใช่บริการของทั้งคู่เพื่อทำการรีวิวครั้งนี้ ตามที่ได้เกริ่นในท้ายบทความ รีวิวแอปส่งของ Lalamove และ Deliveree (Part 1) Deliveree ได้คะแนนการให้บริการดีกว่า Lalamove แต่ Lalamove ได้เอาชนะในส่วนของการออกแบบแอปฯ และวิธีชำระเงิน เรามาดูการให้คะแนนโดยละเอียดตามตารางด้านล่างพร้อมการรีวิวบริการ

lalamove vs deliveree score table

ราคา

ราคาเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการและหลายๆ คนให้ความสำคัญ ตอนเราทำการส่งของ เราพบว่าราคาของ Deliveree นั้นถูกกว่า Lalamove ตั้ง 50 บาท เราจ่าย Deliveree 1,005 บาท ซึ่งรวมบริการช่วยยกขนของจากคนขับและผู้ช่วยอีกคน อย่างไรก็ตาม หากเรียกรถในระยะทางไกลกว่านี้ ราคาของทั้งสองเจ้าค่อนข้างสูสีกันเลยทีเดียว

คุณภาพคนขับ

เมื่อเราได้ทำการเรียกรถและมีคนขับรับงาน คนขับของทั้งสองเจ้าก็ได้โทรคอมเฟิร์มข้อมูลการรับงานตามโพรเซสทั่วไป แต่ที่น่าตกใจคือ คนขับ Lalamove ได้แจ้งเราว่าอาจไปถึงจุดรับช้าหน่อย เพราะเขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ซึ่งเขาก็มาถึงจุดรับของช้ากว่าเวลาที่ระบุบนแอปฯ จริง ๆ 30 นาที ต่างจาก Deliveree ที่มาถึงจุดรับของใกล้เคียงเวลาที่ระบุบนแอปฯ อาจช้าประมาณ 5 นาที เพราะฉะนั้น Deliveree ได้คะแนนไปเต็มๆ สำหรับคุณภาพคนชับ

ประกันสินค้า

Deliveree มีประกันสินค้าให้ลูกค้าแบบฟรี ๆ เริ่มต้นที่ 4,500 สำหรับลูกค้าทั่วไป และ สูงสุด 500,000 บาท สำหรับลูกค้าธุรกิจ ซึ่งถือว่าเป็นผลประโยชน์ที่ดีมากสำหรับลูกค้า ส่วน Lalamove นั้น ก็มีประกันสินค้าให้ลูกค้าเช่นกัน โดยเริ่มต้นที่ 3,000 บาท สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ และ 7,000 บาท สำหรับรถประเภทอื่น ๆ ลูกค้าธุรกิจสามารถรับยอดประกันสินค้าที่สูงขึ้นหรือซื้อยอดประกันสินค้าสูงสุด 300,000 บาท ในราคา 300 บาท

พื้นที่ให้บริการ

อีกครั้ง Deliveree ได้เอาชนะในส่วนของพื้นที่ให้บริการ เพราะสามารถให้บริการควบคุมทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และยังสามารถส่งของไปต่างจังหวัดอีกด้วย ในขณะที่ Lalamove สามารถให้บริการส่งของในกรุงเทพฯและปริมณฑลเท่านั้น ต้องยกมือให้ Deliveree จริงๆ ที่เปิดบริการได้ทั่วถึงขนาดนี้

การออกแบบแอปฯ

หลังจากเราได้ลองใช้แอปฯ ของ Lalamove และ Deliveree เราก็ได้เข้าไปดูในเว็บไซต์ของทั้งคู่ด้วย ถ้าดูจากการออกแบบแอปฯ Lalamove ชนะอย่างเห็นได้ชัด ดีไซน์เรียบง่าย ใช้ง่าย และยังมีฟีเจอร์ “import” ที่สามารถดึงข้อมูลการจองที่คุณได้ทำผ่านเว็บไซน์ลงแอปฯ อีกด้วย ในส่วนของแอปฯ Deliveree นั้นอาจทำมาเพื่อการใช้งานสำหรับธุรกิจมากกว่า

ฟีเจอร์แอปฯ

สิ่งหนึ่งที่ชัดและเป็นจุดเด่นของแอปฯ Deliveree คือ ฟิเจอร์ต่างๆ ที่ให้ความมั่นใจถึงความปลอดภัยของสินค้าที่เราส่ง ตอนที่รถมารับของ เราต้องทำการถ่ายรูปสินค้า และสามารถถ่ายมากถึง 3 รูป ซึ่งดีมากสำหรับการขนส่งแบบธุรกิจ เพราะปลายทาง สามารถตรวจสอบได้ว่าได้รับของครบและอยู่ในสภาพตามที่คนขับได้รับมาหรือเปล่า เราคิดว่า Deliveree อาจเป็นเจ้าแรกๆ ที่มีฟิเจอร์นี้ อีกฟิเจอร์หนึ่งที่เราชอบคือ การเซ็นบนแอปฯ เพื่อยืนยันการส่งและรับของ ซึ่งมีอยู่ในทั้งสองแอปฯ

วิธีชำระเงิน

ทุกวันนี้ ระบบไร้เงินสดเป็นอะไรที่หลายๆ คนชอบ ซึ่ง Lalamove ได้เอาชนะในส่วนนี้ โดยมีระบบชำระเงินด้วยอีวอลเล็ต ที่สามารถเต็มในจำนวน 3,000 บาท 5,000 บาท และ 10,000 บาท ผ่านออนไลน์แบงค์กิ้ง หรือด้วยบัตรเดบิตและเครดิตของธนาคารที่รวม ปัจจุบัน ลูกค้า Deliveree สามารถชำระบริการด้วย เงินสดเท่านั้น แต่สำหรับลูกค้าธุรกิจ สามารถเลือกการชำระแบบวางบิล ที่มาพร้อมกับทางเลือกโปรแกรมธุรกิจ

lalamove wallet top-up

การบริการลูกค้า

ทั้ง Lalamove และ Deliveree มีช่องทางบริการลูกค้าผ่านโทรศัพท์และอีเมล แต่ตอนที่เราได้ลองโทรเข้า CS พบว่า CS Deliveree รับสายเร็วกว่า Lalamove ประมาณ 1 นาที นอกจากนี้ เรารู้สึกว่าปุ่มแสดงบนแอปฯ สำหรับโทรออกของ Lalamove ไม่ชัดเจน และ เราต้องรอถึง 2 นาทีกว่าจะมีเจ้าหน้าที่รับสาย พอรับก็ไม่เป็นมิตรเท่าไร ในส่วนนี้ เรามองว่าทั้งสองเจ้าสามารถรับสายโทรเข้าได้เร็วกว่านี้ แต่อย่างน้อย เจ้าหน้าที่ CS ของ Deliveree พยายามให้คำแนะนำและเป็นมิตรกับลูกค้า

บริการเสริม

นอกเหนือจากบริการขนส่ง ทั้งสองแอปฯ มีบริการเสริมอีกมากมายที่ทำให้การขนส่งง่ายขึ้นสำหรับเรา ไม่ว่าจะเป็นการส่งของหลายๆ จุด บริการเก็บเงินปลายทาง และผู้ช่วยขนของ

เราเองก็ได้ทดลองบริการเสริมของทั้งสองเจ้าด้วยบริการเสริมผู้ช่วยยกของ สิ่งที่เกิดขึ้น คือคนขับ Deliveree มาถึงจุดรับของด้วยเด็กรถหนึ่งคน และก็ไปช่วยที่จุดส่งของด้วย แต่เด็กรถของ Lalamove มาช่วยแค่ที่จุดส่งของ ซึ่งเรามองว่าเป็นปัญหาแน่นอนถ้าของที่ต้องส่งนั้นใหญ่และหนักมาก หากไม่มีผู้ช่วยที่จุดรับ และในแง่ความคุ้มค่า เราจ่ายเงินเพิ่มไปเพื่อให้ได้คนช่วยยกทั้งสองจุด แต่กลับได้จริงแค่จุดเดียว จุดนี้เลยเป็นจุดใหญ่จุดหนึ่งที่ทำให้เราไม่มั่นใจกับบริการเสริมของ Lalamove เท่าไหร่

นี่คือบทสรุปของการรีวิวและเปรียบเทียบบริการส่งของด่วนแอป Lalamove และ Deliveree เราหวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ และเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้บริการส่งของด่วนที่เหมาะกับลักษณะการใช้งานของหลายๆ คน

Tags: , ,